| 
ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อประเทศไทยอยู่ในลำดับที่20ในปี2548จากผลการสำรวจความเห็นของนักลงทุนรายใหญ
่ของโลกที่มีต่อประเทศทั้งหมด68ประเทศแต่พบว่าไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนในลำดับรองจากประเทศจีน อินเดีย และมาเล-
เซียแต่อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจความเห็นของบริษัทข้ามชาติญี่ปุ่นพบว่า ไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนเป็นอันดับ 3 รองมา
จากเพียงสหรัฐอเมริกา และจีน
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI มีความสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่องจากการลงทุนตรง
จากต่างประเทศ การลงทุน การส่งออก และอัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์และเปลี่ยนแปลงไปในทิศทาง
เดียวกัน โดยสัดส่วนของเงินทุนไหลเข้า ต่อการลงทุนเอกชนในช่วงปี
2544-2548 อยู่ในระดับที่สูงแม้ว่ามีแนวโน้มลดลง
อย่างต่อเนื่องจาก 61.5% ในปี 2544 เป็น 39.9%
สำหรับในช่วง9เดือนแรกของปี2549 สัดส่วนเงินลงทุนไหลเข้าต่อการลงทุนเอกชนอยู่29.6%ทั้งนี้หากการไหลเข้าของเงิน
ลงทุนจากต่างประเทศ ตกต่ำอย่าง ต่อเนื่องจะมีผลเชิงลบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาวได้
ทั้งนี้ มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศในรูปเงินทุนไหลเข้า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นภายหลังจากการชะลอตัวอย่างมากในปี
2545
แต่เป็นการขยายตัวในอัตราที่ลดลงในช่วงปี 2547-2548 ในขณะเดียวกัน
มีการเพิ่มขึ้นของมูลค่าการไหลออกของ FDI
เช่นกัน จึงเป็นผลทำให้มูลค่าการลงทุนสุทธิเพิ่มขึ้นไม่มากนัก
ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวของการไหลออกของ FDI เพิ่มสูงขึ้น
อย่างมากในปี 2545 และ 2547 คิดเป็น 22% และ 33% ตามลำดับ
สำหรับประเด็นสำคัญของการลงทุนจากต่างประเทศคือ การติดตามความเคลื่อนไหวของมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศ
ซึ่งหากมีแนวโน้มมูลค่าและอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจะส่งผลต่อการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ
ทั้งด้านการลงทุน ส่งออก
และจ้างงานทั้งนี้ ไม่ควรมีข้อกังวลมากนักต่อการไหลออกของ FDI เนื่องจากในทางปฏิบัตินักลงทุนต่างชาติมักขายหุ้นให้กับ
คนไทยเพื่อดำเนินการต่อ ดังนั้น สินทรัพย์จากการลงทุนจาก ต่างประเทศจะยังคงอยู่ในประเทศไทย
สาเหตุที่ทำให้เงินทุนไหลเข้าตั้งแต่ปี2545มีการขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวเป็นผลมาจากธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงมีกำลังการ
ผลิตส่วนเกินโดยเฉพาะในหมวดอุตสาหกรรม (เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง)
ซึ่งได้ขยายการผลิตไปแล้ว
ในปี 2543-2544 การนำเข้าเงินกู้ในเครือ ปรับลดลงเนื่องจากความต้องการเงินกู้จากบริษัทแม่เพื่อปรับโครงสร้างหนี้
ลดลง การเปลี่ยนมาใช้สภาพคล่องภายในประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ
และบริษัทเริ่มมีกำไรและกำไรสะสมจึงนำมาใช้แทน
การนำเข้าเงินลงทุนประเภทเงินกู้ในเครือ
การลงทุนโดยตรงสุทธิจากต่างประเทศ ในอุตสาหกรรมยังคงขยายตัวคิดเป็น
8.87% ในปี 2548 โดยมีอัตราการขยายตัวเป็น
บวกในอุตสาหกรรม อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง
เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม นอกจาก
นี้ในช่วงไตรมาสแรกถึงไตรมาส 3 ของปี 2549 การลงทุนจากต่างประเทศสุทธิในอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญ
ได้แก่ เครื่องใช้
ไฟฟ้ายังคงมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ดังที่เห็นได้จากมูลค่าการลงทุนสุทธิในช่วงเวลาดังกล่าวมีมูลค่ารวมสูงถึง
711.5 ล้าน
เหรียญสหรัฐ
การลงทุนรวมในประเทศไทยปี 2550 จะขยายตัวที่ 6.2% โดยการลงทุนภาคเอกชนมีอัตราการขยายตัวที่
7% และการลงทุน
ภาครัฐมีการขยายตัวที่ 4% ในขณะที่จากการคาดการณ์ภาวะการลงทุนของธนาคารโลกได้ชี้ภาวะการขยายตัวการลงทุนในปี
2549 และ 2550 อยู่ในระดับต่ำกว่าการคาดการณ์ของสภาพัฒน์ ได้ประมาณการอัตราการขยายตัวของการลงทุนรวมไว้ไม่
เกิน 5% ในทั้งสองปีดังกล่าว ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนภาคเอกชนด้านเครื่องมือเครื่องจักร
และการลงทุนก่อสร้าง
ในปี 2549 มีการชะลอตัวลงอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนในปี 2550 ยังไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจนคาดว่านักลงทุนส่วนหนึ่งยังชะลอการ
ตัดสินใจจนกว่าจะเห็นความชัดเจนของรัฐบาลชุดต่อไป
สำหรับนักลงทุนต่างชาติยังคงมีข้อกังวลในประเด็นการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติธุรกิจต่างด้าว
ซึ่งมีประเด็นการพิจารณา
ทั้งในเรื่องสิทธิการออกเสียง ความเป็นเจ้าของของผู้ถือหุ้นต่างชาติ
และการอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติดำเนินธุรกิจในกิจการ
ที่เคย คุ้มครองไว้เฉพาะคนไทย (การปรับปรุงบัญชีที่ 3 ของพระราชบัญญัติฯ)
นอกจากนี้ ตัวชี้วัดการลงทุนในระยะที่ผ่านมาแสดงว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังอยู่ในระดับต่ำ
และอัตราการใช้กำลังการ
ผลิตเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง แต่อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ
นั่นคือ อัตราการใช้กำลังการผลิตในหลาย
อุตสาหกรรมมีระดับสูงเกิน 80% ซึ่งอาจเป็นสัญญาณที่ดีอันหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มการลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่มีระดับ
การใช้กำลังการผลิตสูงในอนาคตอันใกล้นี้
สำหรับเครื่องชี้วัดการลงทุนในระยะสั้นและปานกลางคือวงเงินทุนของโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนและวงเงินได้รับ
อนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
แล้ว มีการเปลี่ยนแปลงลดลง 32.7% และ 43.8% ตาม
ลำดับในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2549 ดังนั้นการลงทุน ที่แท้จริงในปี
2550 (และระยะต่อเนื่อง 2-3 ปี) อาจยังไม่ฟื้นตัวได้เต็มที่
แม้ว่าภาพรวมการลงทุนที่ได้รับการอนุมัติการ บีโอไอ มีแนวโน้มลดลง
แต่กลับมีการขยายตัวของการลงทุนที่ได้รับอนุมัติใน
อุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์
กระดาษและพลาสติกยังมีการขยายตัวในระยะ 10 เดือน
แรกของปี 2549 ซึ่งเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับการลงทุนสุทธิจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมดังกล่าว
ซึ่งจะเป็นเครื่องช
ี้การลงทุนที่แท้จริงในอุตสาหกรรมดังกล่าวในระยะ2-3 ปีถัดจากนี้ โดยที่จะเป็นการลงทุนเพิ่มขึ้นเฉพาะในบางสาขา
อุตสาหกรรมตามที่ระบุข้างต้นเป็นส่วนใหญ่
การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐจะยังคงไม่เพิ่มขึ้นมากนัก
นับตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปี 2549 เป็นต้นมา เนื่องจากอยู่ระหว่าง
การรอประกาศใช้พระราชบัญญัติงบประมาณปี 2550
โครงการการลงทุนของรัฐที่สำคัญในปี 2550 มีดังนี้
งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2550 มีมูลค่ารวม 1,566,200
ล้านบาท คิดเป็น 18.5% ของอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ
ในปี2550 โดยเพิ่มขึ้น 15.2% จากปีงบประมาณที่ผ่านมา ทั้งนี้มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาคนและสังคมที่มี
คุณภาพ มีสัดส่วนสูงสุดคิดเป็น 37.9% รองลงมาคืองบประมาณเพื่อการรักษาความมั่นคงและธรรมาภิบาล และการปรับปรุงการ
บริหารงานภาครัฐคิดเป็น 22.3% และ 21.1% ตามลำดับ
โครงการลงทุนที่สำคัญยังคงมุ่งเน้นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน
โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยและระบบรถ
ไฟฟ้าขนส่งมวลชน ซึ่งมีการตั้งงบประมาณเพื่อดำเนินการในปี 2550
แล้ว อาทิ โครงการบ้านเอื้ออาทร ระยะที่ 3, 4 และ 5
และโครงการบ้านมั่นคง รวมเป็นเงินงบประมาณ 6,958.6 ล้านบาท และมีโครงการรถไฟฟ้าที่ได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณ
ในปี 2550 แล้ว และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปีนี้ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง
สีน้ำเงิน สีเขียว และสีแดง
นอกจากนี้ รัฐยังให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ
เช่น โครงการลงทุนด้านสาธารณสุขและการศึกษา
ซึ่งมีกิจกรรมและการลงทุนที่สำคัญในปี 2550 เช่น กิจกรรมการให้บริการสุขภาพในระบบหลักประกัน
(เงินงบประมาณจัดสรร
22,275.05 ล้านบาท) และการลงทุนก่อสร้าง ปรับปรุง ซ่อมแซมอาคารเรียน
และจัดหาคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายอิน-
เทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับการศึกษาภาคบังคับ (เงินงบประมาณจัดสรรเพื่อการลงทุนจำนวน
3,672.34 ล้านบาท) เป็นต้น
การกระตุ้นการลงทุนในระยะยาวนั้นจำเป็นต้องมีบรรยากาศการลงทุนในประเทศที่ดีแม้ว่าในระยะสั้นและปานกลางยังคงมี
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุนและบรรยากาศการลงทุนในประเทศไทย
อาทิ การแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติธุรกิจต่างด้าว
และการควบคุมการเก็งกำไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการด้านการควบคุมเงินลงทุนไหลเข้า
ซึ่งแม้ว่าจะมีผลกระทบต่อบรรยา-
กาศการลงทุนในตลาดพันธบัตรไม่มากนัก เนื่องจากผู้ค้าในตลาดถึง
90% เป็นคนไทย แต่มาตรการนี้จะมีผลกระทบต่อการ
ลงทุนและบรรยากาศการลงทุนต่อการนำเข้าเงินกู้ในเครือ รวมทั้งการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
โดยเฉพาะการซื้อขาย
ในกองทุนรวมซึ่งมักส่งผลต่อการลงทุนต่อเนื่องในตลาดอสังหาริมทรัพย์
ดังนั้นหากสถานะของค่าเงินบาทเริ่มคงที่และอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว
การพิจารณาผ่อนปรนหรือยกเลิกมาตรการควบคุม
เงินไหลเข้า จะส่งผลดีต่อการลงทุนของประเทศไทยได้
แต่ในระยะยาวแล้ว ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนที่ดีและส่งผลให้มีการขยายตัวการลงทุนเพิ่มขึ้นนั้นมีองค
์ประกอบจากหลากหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากปัจจัยที่ส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนที่ดีนั้น
ต้องใช้ระยะเวลาในการ
เตรียมการหรือปรับปรุงแก้ไข อาทิ การปรับปรุงกฎระเบียบข้อบังคับ
การผลิตแรงงานที่มีคุณภาพและตรงตามความต้องการ
ของอุตสาหกรรมและบริการ และการจัดบริการโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งหากไม่ได้มีการดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังแล้ว
อาจส่งผลในระยะยาวโดยทำให้การลงทุนในประเทศอาจจะมีโอกาสฟื้นตัวได้ยาก
สำหรับผลการศึกษาของโครงการสำรวจระดับการเพิ่มผลผลิตและบรรยากาศการลงทุนในประเทศไทย
ซึ่งดำเนินการโดย
ธนาคารโลก และมีประเด็นสำคัญในส่วนที่เกี่ยวข้องบรรยากาศการลงทุน
ดังนี้
1.ผู้ประกอบกิจการในประเทศไทยระบุว่าปัญหาด้านกฎระเบียบข้อบังคับของภาครัฐ
การขาดแคลนแรงงาน และความไม่
เพียงพอของโครงสร้างพื้นฐาน เป็นอุปสรรคสำคัญของการดำเนินธุรกิจหรือการลงทุนในประเทศไทย
ผู้ประกอบกิจการยังได้ระบุถึงปัญหาด้านทักษะและการศึกษาของแรงงาน
รวมทั้งกฎระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับอัตราภาษ
ี ขั้นตอนด้านภาษี และขั้นตอนด้านการ นำเข้าและส่งออก (ศุลกากร)
เป็นอุปสรรคสำคัญในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย
ทั้งนี้ จากการสอบถามทั้งที่ใช้แบบสอบถามปลายเปิด และแบบสอบถามปลายปิด
ให้ผลเป็นในทิศทางเดียวกัน
2.ปัญหาและอุปสรรคต่อการลงทุนทั้งด้านกฎระเบียบข้อบังคับ
แรงงานคุณภาพขาดแคลน และความไม่เพียงพอของโครง
สร้างพื้นฐานมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นเมื่อขนาดของกิจการใหญ่ขึ้น
และมีความรุนแรงของปัญหาในระดับที่ไม่แตกต่างกันนัก
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกิจการที่มีคนไทยเป็นเจ้าของและกิจการที่มีคนต่างชาติเป็นเจ้าของ
ยกเว้นปัญหาด้านขั้นตอนด้าน
ศุลกากร และกฎระเบียบด้านการค้า ซึ่งมีระดับความรุนแรงสูงกว่าในกิจการที่มีคนต่างชาติเป็นเจ้าของ
การปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเป็นเรื่องจำเป็น
ในระยะที่ผ่านมา
(พฤษภาคม-สิงหาคม 2549) สภาพัฒน์ได้เป็นแกนหลักร่วมกับกระทรวงการคลัง
กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงาน
คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ร่วมกันจัดทำข้อเสนอแนวทางการปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนของประเทศ
โดยมีสาระสำคัญของข้อเสนอแนวทางดังนี้คือ
ในภาพรวมประเทศไทยได้ให้การส่งเสริมการลงทุนในส่วนของมาตรการทางการเงิน
และมาตรการทางภาษีมากพอสมควร
และไม่น้อยกว่าประเทศคู่แข่งขัน ทั้งนี้มาตรการทางการเงินและมาตรการทางภาษีเพื่อการส่งเสริมการลงทุนยังคงมีความ
จำเป็น โดยต้องคำนึงถึงการกำหนดสิทธิพิเศษให้กับอุตสาหกรรม บริการที่มีศักยภาพและอุตสาหกรรมใหม่
เช่น ฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมชีวภาพธุรกิจโรงแรม และที่อยู่อาศัย และเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์เพื่อรองรับการขยาย
การลงทุนสำหรับผู้ประกอบการเดิม
มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีจะเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญในระยะยาวในการดึงดูดการลงทุนตรง
ให้สอดคล้องกับทิศทางที่กำหนดไว้ใน
กรอบยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (เกษตร อุตสาหกรรม และบริการ)
รวมทั้งสนับสนุนแนวทางในการขับเคลื่อน
ให้ประเทศเข้าสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับข้อเสนอแนวทางการปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุน
ที่ควรผนวกรวมกับมาตรการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ
จำเป็น ต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักการ 4 ประการ ได้แก่ การขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างองค์ความร
ู้และนวัตกรรม การเชื่อมโยงเศรษฐกิจข้ามพรมแดน และการลงทุนในสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว
โดยมีรายละเอียดของข้อเสนอดังนี้
การเชื่อมโยงมาตรการส่งเสริมการลงทุนกับปัจจัยสนับสนุนด้านแรงงาน
โดยให้กระทรวงแรงงานควรจัดทำฐานข้อมูลเพื่อ
อำนวย ความสะดวกในการจ้างงาน และนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการขออนุญาตทำงาน
ในระบบร่วมมือกับหน่วยผลิตและฝึกอบรม ได้แก่ สถาบันเฉพาะทาง
สถาบันฝึกอบรมทั้งของภาครัฐและเอกชน เพื่อเตรียม
คนรองรับการลงทุนที่จะเกิดขึ้น
การสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งองค์ความรู้และการวิจัยเพื่อการพัฒนา
สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพัฒนาองค์ความรู้
นวัตกรรม และการรวมกลุ่มธุรกิจจัดให้มีกองทุนเพื่อการร่วมลงทุน สำหรับการสร้างนวัตกรรม โดยกองทุนหรือสถาบันที่เกี่ยว
ข้องมีส่วนร่วม ในการทำวิจัย สนับสนุนบุคลากร และการถ่ายทอดเทคโนโลยี
ส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาที่ถูกต้องตาม
กฎหมาย รวมทั้ง ป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยให้กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ดูแล
การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน
ที่ดิน ไฟฟ้า ระบบโลจิสติกส์ รองรับการลงทุน กําหนดเขตพื้นที่พิเศษและอุตสาหกรรม
ภายใต้แนวคิดคลัสเตอร์ โดยบีโอไอ
ควรประเมิน สถานภาพและความพร้อมของพื้นที่และปัจจัยสนับสนุนต่างๆ
ทั้งสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดจนระบบ
โลจิสติกส์ ร่วมมือกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในการกําหนดพื้นที่และการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ และรองรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ
จัดหาแหล่งเงินสนับสนุนในรูป
กองทุนร่วมลงทุนจากภาคเอกชน ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออํานวยความสะดวกและรองรับการลงทุน
โพสต์ทูเดย์ - 12 มีนาคม 2550
|