4Bizinet
  Home
  Business Focus
  Products
  Services
  Technologies
  Methodologies
  Partners
  Clients
  Career
  Supports
  What's news?
  Retail Industry
  Innovative Technology
  Business Knowledge
  Other news
  4Biz's movement
  News
  Events

Subscribe Newsletter here!

 
 
 
 
 





ทิศทางการลงทุนในปี 2550


ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อประเทศไทยอยู่ในลำดับที่20ในปี2548จากผลการสำรวจความเห็นของนักลงทุนรายใหญ
่ของโลกที่มีต่อประเทศทั้งหมด68ประเทศแต่พบว่าไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนในลำดับรองจากประเทศจีน อินเดีย และมาเล-
เซียแต่อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจความเห็นของบริษัทข้ามชาติญี่ปุ่นพบว่า ไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนเป็นอันดับ 3 รองมา
จากเพียงสหรัฐอเมริกา และจีน

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI มีความสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่องจากการลงทุนตรง
จากต่างประเทศ การลงทุน การส่งออก และอัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์และเปลี่ยนแปลงไปในทิศทาง
เดียวกัน โดยสัดส่วนของเงินทุนไหลเข้า ต่อการลงทุนเอกชนในช่วงปี 2544-2548 อยู่ในระดับที่สูงแม้ว่ามีแนวโน้มลดลง
อย่างต่อเนื่องจาก 61.5% ในปี 2544 เป็น 39.9%

สำหรับในช่วง9เดือนแรกของปี2549 สัดส่วนเงินลงทุนไหลเข้าต่อการลงทุนเอกชนอยู่29.6%ทั้งนี้หากการไหลเข้าของเงิน
ลงทุนจากต่างประเทศ ตกต่ำอย่าง ต่อเนื่องจะมีผลเชิงลบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาวได้

ทั้งนี้ มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศในรูปเงินทุนไหลเข้า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นภายหลังจากการชะลอตัวอย่างมากในปี 2545
แต่เป็นการขยายตัวในอัตราที่ลดลงในช่วงปี 2547-2548 ในขณะเดียวกัน มีการเพิ่มขึ้นของมูลค่าการไหลออกของ FDI
เช่นกัน จึงเป็นผลทำให้มูลค่าการลงทุนสุทธิเพิ่มขึ้นไม่มากนัก ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวของการไหลออกของ FDI เพิ่มสูงขึ้น
อย่างมากในปี 2545 และ 2547 คิดเป็น 22% และ 33% ตามลำดับ

สำหรับประเด็นสำคัญของการลงทุนจากต่างประเทศคือ การติดตามความเคลื่อนไหวของมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศ
ซึ่งหากมีแนวโน้มมูลค่าและอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจะส่งผลต่อการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ ทั้งด้านการลงทุน ส่งออก
และจ้างงานทั้งนี้ ไม่ควรมีข้อกังวลมากนักต่อการไหลออกของ FDI เนื่องจากในทางปฏิบัตินักลงทุนต่างชาติมักขายหุ้นให้กับ
คนไทยเพื่อดำเนินการต่อ ดังนั้น สินทรัพย์จากการลงทุนจาก ต่างประเทศจะยังคงอยู่ในประเทศไทย

สาเหตุที่ทำให้เงินทุนไหลเข้าตั้งแต่ปี2545มีการขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวเป็นผลมาจากธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงมีกำลังการ
ผลิตส่วนเกินโดยเฉพาะในหมวดอุตสาหกรรม (เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง) ซึ่งได้ขยายการผลิตไปแล้ว
ในปี 2543-2544 การนำเข้าเงินกู้ในเครือ ปรับลดลงเนื่องจากความต้องการเงินกู้จากบริษัทแม่เพื่อปรับโครงสร้างหนี้
ลดลง การเปลี่ยนมาใช้สภาพคล่องภายในประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ และบริษัทเริ่มมีกำไรและกำไรสะสมจึงนำมาใช้แทน
การนำเข้าเงินลงทุนประเภทเงินกู้ในเครือ

การลงทุนโดยตรงสุทธิจากต่างประเทศ ในอุตสาหกรรมยังคงขยายตัวคิดเป็น 8.87% ในปี 2548 โดยมีอัตราการขยายตัวเป็น
บวกในอุตสาหกรรม อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม นอกจาก
นี้ในช่วงไตรมาสแรกถึงไตรมาส 3 ของปี 2549 การลงทุนจากต่างประเทศสุทธิในอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องใช้
ไฟฟ้ายังคงมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ดังที่เห็นได้จากมูลค่าการลงทุนสุทธิในช่วงเวลาดังกล่าวมีมูลค่ารวมสูงถึง 711.5 ล้าน
เหรียญสหรัฐ

การลงทุนรวมในประเทศไทยปี 2550 จะขยายตัวที่ 6.2% โดยการลงทุนภาคเอกชนมีอัตราการขยายตัวที่ 7% และการลงทุน
ภาครัฐมีการขยายตัวที่ 4% ในขณะที่จากการคาดการณ์ภาวะการลงทุนของธนาคารโลกได้ชี้ภาวะการขยายตัวการลงทุนในปี
2549 และ 2550 อยู่ในระดับต่ำกว่าการคาดการณ์ของสภาพัฒน์ ได้ประมาณการอัตราการขยายตัวของการลงทุนรวมไว้ไม่
เกิน 5% ในทั้งสองปีดังกล่าว ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนภาคเอกชนด้านเครื่องมือเครื่องจักร และการลงทุนก่อสร้าง
ในปี 2549 มีการชะลอตัวลงอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนในปี 2550 ยังไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจนคาดว่านักลงทุนส่วนหนึ่งยังชะลอการ
ตัดสินใจจนกว่าจะเห็นความชัดเจนของรัฐบาลชุดต่อไป

สำหรับนักลงทุนต่างชาติยังคงมีข้อกังวลในประเด็นการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติธุรกิจต่างด้าว ซึ่งมีประเด็นการพิจารณา
ทั้งในเรื่องสิทธิการออกเสียง ความเป็นเจ้าของของผู้ถือหุ้นต่างชาติ และการอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติดำเนินธุรกิจในกิจการ
ที่เคย คุ้มครองไว้เฉพาะคนไทย (การปรับปรุงบัญชีที่ 3 ของพระราชบัญญัติฯ)

นอกจากนี้ ตัวชี้วัดการลงทุนในระยะที่ผ่านมาแสดงว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังอยู่ในระดับต่ำ และอัตราการใช้กำลังการ
ผลิตเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง แต่อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ นั่นคือ อัตราการใช้กำลังการผลิตในหลาย
อุตสาหกรรมมีระดับสูงเกิน 80% ซึ่งอาจเป็นสัญญาณที่ดีอันหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มการลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่มีระดับ
การใช้กำลังการผลิตสูงในอนาคตอันใกล้นี้

สำหรับเครื่องชี้วัดการลงทุนในระยะสั้นและปานกลางคือวงเงินทุนของโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนและวงเงินได้รับ
อนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้ว มีการเปลี่ยนแปลงลดลง 32.7% และ 43.8% ตาม
ลำดับในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2549 ดังนั้นการลงทุน ที่แท้จริงในปี 2550 (และระยะต่อเนื่อง 2-3 ปี) อาจยังไม่ฟื้นตัวได้เต็มที่

แม้ว่าภาพรวมการลงทุนที่ได้รับการอนุมัติการ บีโอไอ มีแนวโน้มลดลง แต่กลับมีการขยายตัวของการลงทุนที่ได้รับอนุมัติใน
อุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ กระดาษและพลาสติกยังมีการขยายตัวในระยะ 10 เดือน
แรกของปี 2549 ซึ่งเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับการลงทุนสุทธิจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมดังกล่าว ซึ่งจะเป็นเครื่องช
ี้การลงทุนที่แท้จริงในอุตสาหกรรมดังกล่าวในระยะ2-3 ปีถัดจากนี้ โดยที่จะเป็นการลงทุนเพิ่มขึ้นเฉพาะในบางสาขา
อุตสาหกรรมตามที่ระบุข้างต้นเป็นส่วนใหญ่

การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐจะยังคงไม่เพิ่มขึ้นมากนัก นับตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปี 2549 เป็นต้นมา เนื่องจากอยู่ระหว่าง
การรอประกาศใช้พระราชบัญญัติงบประมาณปี 2550

โครงการการลงทุนของรัฐที่สำคัญในปี 2550 มีดังนี้

งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2550 มีมูลค่ารวม 1,566,200 ล้านบาท คิดเป็น 18.5% ของอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ
ในปี2550 โดยเพิ่มขึ้น 15.2% จากปีงบประมาณที่ผ่านมา ทั้งนี้มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาคนและสังคมที่มี
คุณภาพ มีสัดส่วนสูงสุดคิดเป็น 37.9% รองลงมาคืองบประมาณเพื่อการรักษาความมั่นคงและธรรมาภิบาล และการปรับปรุงการ
บริหารงานภาครัฐคิดเป็น 22.3% และ 21.1% ตามลำดับ

โครงการลงทุนที่สำคัญยังคงมุ่งเน้นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยและระบบรถ
ไฟฟ้าขนส่งมวลชน ซึ่งมีการตั้งงบประมาณเพื่อดำเนินการในปี 2550 แล้ว อาทิ โครงการบ้านเอื้ออาทร ระยะที่ 3, 4 และ 5
และโครงการบ้านมั่นคง รวมเป็นเงินงบประมาณ 6,958.6 ล้านบาท และมีโครงการรถไฟฟ้าที่ได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณ
ในปี 2550 แล้ว และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปีนี้ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง สีน้ำเงิน สีเขียว และสีแดง

นอกจากนี้ รัฐยังให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ เช่น โครงการลงทุนด้านสาธารณสุขและการศึกษา
ซึ่งมีกิจกรรมและการลงทุนที่สำคัญในปี 2550 เช่น กิจกรรมการให้บริการสุขภาพในระบบหลักประกัน (เงินงบประมาณจัดสรร
22,275.05 ล้านบาท) และการลงทุนก่อสร้าง ปรับปรุง ซ่อมแซมอาคารเรียน และจัดหาคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายอิน-
เทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับการศึกษาภาคบังคับ (เงินงบประมาณจัดสรรเพื่อการลงทุนจำนวน 3,672.34 ล้านบาท) เป็นต้น

การกระตุ้นการลงทุนในระยะยาวนั้นจำเป็นต้องมีบรรยากาศการลงทุนในประเทศที่ดีแม้ว่าในระยะสั้นและปานกลางยังคงมี
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุนและบรรยากาศการลงทุนในประเทศไทย อาทิ การแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติธุรกิจต่างด้าว
และการควบคุมการเก็งกำไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการด้านการควบคุมเงินลงทุนไหลเข้า ซึ่งแม้ว่าจะมีผลกระทบต่อบรรยา-
กาศการลงทุนในตลาดพันธบัตรไม่มากนัก เนื่องจากผู้ค้าในตลาดถึง 90% เป็นคนไทย แต่มาตรการนี้จะมีผลกระทบต่อการ
ลงทุนและบรรยากาศการลงทุนต่อการนำเข้าเงินกู้ในเครือ รวมทั้งการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะการซื้อขาย
ในกองทุนรวมซึ่งมักส่งผลต่อการลงทุนต่อเนื่องในตลาดอสังหาริมทรัพย์

ดังนั้นหากสถานะของค่าเงินบาทเริ่มคงที่และอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว การพิจารณาผ่อนปรนหรือยกเลิกมาตรการควบคุม
เงินไหลเข้า จะส่งผลดีต่อการลงทุนของประเทศไทยได้

แต่ในระยะยาวแล้ว ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนที่ดีและส่งผลให้มีการขยายตัวการลงทุนเพิ่มขึ้นนั้นมีองค
์ประกอบจากหลากหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากปัจจัยที่ส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนที่ดีนั้น ต้องใช้ระยะเวลาในการ
เตรียมการหรือปรับปรุงแก้ไข อาทิ การปรับปรุงกฎระเบียบข้อบังคับ การผลิตแรงงานที่มีคุณภาพและตรงตามความต้องการ
ของอุตสาหกรรมและบริการ และการจัดบริการโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งหากไม่ได้มีการดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังแล้ว
อาจส่งผลในระยะยาวโดยทำให้การลงทุนในประเทศอาจจะมีโอกาสฟื้นตัวได้ยาก

สำหรับผลการศึกษาของโครงการสำรวจระดับการเพิ่มผลผลิตและบรรยากาศการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งดำเนินการโดย
ธนาคารโลก และมีประเด็นสำคัญในส่วนที่เกี่ยวข้องบรรยากาศการลงทุน ดังนี้

1.ผู้ประกอบกิจการในประเทศไทยระบุว่าปัญหาด้านกฎระเบียบข้อบังคับของภาครัฐ การขาดแคลนแรงงาน และความไม่
เพียงพอของโครงสร้างพื้นฐาน เป็นอุปสรรคสำคัญของการดำเนินธุรกิจหรือการลงทุนในประเทศไทย

ผู้ประกอบกิจการยังได้ระบุถึงปัญหาด้านทักษะและการศึกษาของแรงงาน รวมทั้งกฎระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับอัตราภาษ
ี ขั้นตอนด้านภาษี และขั้นตอนด้านการ นำเข้าและส่งออก (ศุลกากร) เป็นอุปสรรคสำคัญในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย
ทั้งนี้ จากการสอบถามทั้งที่ใช้แบบสอบถามปลายเปิด และแบบสอบถามปลายปิด ให้ผลเป็นในทิศทางเดียวกัน

2.ปัญหาและอุปสรรคต่อการลงทุนทั้งด้านกฎระเบียบข้อบังคับ แรงงานคุณภาพขาดแคลน และความไม่เพียงพอของโครง
สร้างพื้นฐานมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นเมื่อขนาดของกิจการใหญ่ขึ้น และมีความรุนแรงของปัญหาในระดับที่ไม่แตกต่างกันนัก
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกิจการที่มีคนไทยเป็นเจ้าของและกิจการที่มีคนต่างชาติเป็นเจ้าของ ยกเว้นปัญหาด้านขั้นตอนด้าน
ศุลกากร และกฎระเบียบด้านการค้า ซึ่งมีระดับความรุนแรงสูงกว่าในกิจการที่มีคนต่างชาติเป็นเจ้าของ

การปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเป็นเรื่องจำเป็น ในระยะที่ผ่านมา
(พฤษภาคม-สิงหาคม 2549) สภาพัฒน์ได้เป็นแกนหลักร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงาน
คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ร่วมกันจัดทำข้อเสนอแนวทางการปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนของประเทศ
โดยมีสาระสำคัญของข้อเสนอแนวทางดังนี้คือ

ในภาพรวมประเทศไทยได้ให้การส่งเสริมการลงทุนในส่วนของมาตรการทางการเงิน และมาตรการทางภาษีมากพอสมควร
และไม่น้อยกว่าประเทศคู่แข่งขัน ทั้งนี้มาตรการทางการเงินและมาตรการทางภาษีเพื่อการส่งเสริมการลงทุนยังคงมีความ
จำเป็น โดยต้องคำนึงถึงการกำหนดสิทธิพิเศษให้กับอุตสาหกรรม บริการที่มีศักยภาพและอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมชีวภาพธุรกิจโรงแรม และที่อยู่อาศัย และเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์เพื่อรองรับการขยาย
การลงทุนสำหรับผู้ประกอบการเดิม

มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีจะเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญในระยะยาวในการดึงดูดการลงทุนตรง ให้สอดคล้องกับทิศทางที่กำหนดไว้ใน
กรอบยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (เกษตร อุตสาหกรรม และบริการ) รวมทั้งสนับสนุนแนวทางในการขับเคลื่อน
ให้ประเทศเข้าสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับข้อเสนอแนวทางการปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุน ที่ควรผนวกรวมกับมาตรการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ
จำเป็น ต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักการ 4 ประการ ได้แก่ การขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างองค์ความร
ู้และนวัตกรรม การเชื่อมโยงเศรษฐกิจข้ามพรมแดน และการลงทุนในสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว
โดยมีรายละเอียดของข้อเสนอดังนี้

การเชื่อมโยงมาตรการส่งเสริมการลงทุนกับปัจจัยสนับสนุนด้านแรงงาน โดยให้กระทรวงแรงงานควรจัดทำฐานข้อมูลเพื่อ
อำนวย ความสะดวกในการจ้างงาน และนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการขออนุญาตทำงาน
ในระบบร่วมมือกับหน่วยผลิตและฝึกอบรม ได้แก่ สถาบันเฉพาะทาง สถาบันฝึกอบรมทั้งของภาครัฐและเอกชน เพื่อเตรียม
คนรองรับการลงทุนที่จะเกิดขึ้น

การสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งองค์ความรู้และการวิจัยเพื่อการพัฒนา สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพัฒนาองค์ความรู้
นวัตกรรม และการรวมกลุ่มธุรกิจจัดให้มีกองทุนเพื่อการร่วมลงทุน สำหรับการสร้างนวัตกรรม โดยกองทุนหรือสถาบันที่เกี่ยว
ข้องมีส่วนร่วม ในการทำวิจัย สนับสนุนบุคลากร และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาที่ถูกต้องตาม
กฎหมาย รวมทั้ง ป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยให้กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ดูแล การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน
ที่ดิน ไฟฟ้า ระบบโลจิสติกส์ รองรับการลงทุน กําหนดเขตพื้นที่พิเศษและอุตสาหกรรม ภายใต้แนวคิดคลัสเตอร์ โดยบีโอไอ
ควรประเมิน สถานภาพและความพร้อมของพื้นที่และปัจจัยสนับสนุนต่างๆ ทั้งสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดจนระบบ
โลจิสติกส์ ร่วมมือกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในการกําหนดพื้นที่และการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ และรองรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ จัดหาแหล่งเงินสนับสนุนในรูป
กองทุนร่วมลงทุนจากภาคเอกชน ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออํานวยความสะดวกและรองรับการลงทุน

โพสต์ทูเดย์ - 12 มีนาคม 2550

      
Copyright 2005 All rights reserved by 4Bizinet Co.,Ltd.